10 อันดับผู้ผลิตน้ำมันดิบปี 2025: สหรัฐฯ ครองแชมป์

สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในปี 2025 ตามด้วยรัสเซียและซาอุดีอาระเบีย ดูอันดับเต็มและการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
VNIX Quick Take
- สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ย 13.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 คิดเป็น 15% ของอุปทานโลก
- รัสเซียแซงซาอุดีอาระเบียขึ้นอันดับ 2 หลังเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- กลุ่ม OPEC+ สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้ผลิตนอกกลุ่ม โดยเฉพาะสหรัฐฯ และบราซิล
สหรัฐฯ ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งน้ำมันโลกในปี 2025
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2025 ด้วยปริมาณการผลิตเฉลี่ย 13.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 12.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก การผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจากการขยายกำลังการผลิตในแหล่ง Permian Basin และ Bakken Shale โดยมีบริษัทเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
รัสเซียแซงหน้าซาอุดีอาระเบียขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วยปริมาณการผลิต 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียผลิตได้ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียปรับกลยุทธ์เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังคงยึดมั่นในกรอบการผลิตของ OPEC+ อย่างเคร่งครัด
ปัจจัยหนุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป
การเติบโตของ shale oil ในสหรัฐฯ และบราซิล
สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการขุดเจาะแนวนอนและการแตกหักด้วยแรงดันน้ำ (fracking) ทำให้สามารถผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนก็ตาม ขณะที่บราซิลกลายเป็นผู้ผลิตนอก OPEC+ รายสำคัญ โดยเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 จากแหล่งน้ำมันใต้ทะเลลึกในแอ่ง Santos
นโยบาย OPEC+ และการปรับลดกำลังการผลิต
กลุ่ม OPEC+ ยังคงใช้กลยุทธ์ควบคุมอุปทานเพื่อพยุงราคา โดยซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นแกนนำในการปรับลดกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ และบราซิลผลิตเพิ่มขึ้นทำให้ OPEC+ สูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา กำลังการผลิตส่วนเกินของ OPEC+ ลดลงจาก 5% ของอุปทานโลกเหลือเพียง 3% ในปี 2025
ระดับราคาและปริมาณที่ต้องจับตา
นักลงทุนควรติดตามปริมาณการผลิตของสหรัฐฯ ในแต่ละเดือน เพราะหากการผลิตยังคงเพิ่มขึ้นเกิน 13.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจกดดันราคาน้ำมันดิบ WTI ให้ลงมาทดสอบแนวรับที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในทางกลับกัน หาก OPEC+ ตัดสินใจลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม ราคาน้ำมันอาจดีดตัวขึ้นสู่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ควรจับตาสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ รายสัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอุปทานล้นตลาด
มุมมองต่อ trader และกลยุทธ์ที่อาจใช้
สำหรับเทรดเดอร์ที่สนใจน้ำมันดิบ การเปลี่ยนแปลงอันดับผู้ผลิตโลกสะท้อนถึงการปรับสมดุลของอุปทานในระยะยาว สหรัฐฯ ที่ผลิตเพิ่มขึ้นอาจทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้ม sideways ถึงขาลงในระยะกลาง เว้นแต่จะมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบอุปทาน อย่างไรก็ตาม การที่ OPEC+ ยังคงควบคุมอุปทานอยู่ช่วยจำกัด downside กลยุทธ์ที่ trader อาจพิจารณาคือการเทรดแบบ range-bound โดยใช้แนวรับและแนวต้านทางเทคนิคร่วมกับปัจจัยพื้นฐาน เช่น รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
อีกปัจจัยสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปกติเมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาน้ำมันมักอ่อนตัวลง ดังนั้น trader ควรติดตามนโยบายการเงินของ Fed ผ่าน เครื่องมือติดตามราคา และใช้ ตัวชี้วัดทางเทคนิค เช่น RSI และ Moving Average เพื่อหาจุดเข้า-ออกที่เหมาะสม
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย (volume) และ open interest ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI และ Brent สามารถบอกถึงทิศทางของนักลงทุนสถาบันได้ หาก open interest เพิ่มขึ้นพร้อมราคาที่สูงขึ้น อาจบ่งชี้แนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง ในทางกลับกัน หาก open interest ลดลงขณะราคาลง อาจเป็นสัญญาณของการกลับตัว
In VNIX's view
การที่สหรัฐฯ ครองตำแหน่งผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ขณะที่ OPEC+ กำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาส่วนแบ่งตลาด เทรดเดอร์ควรเฝ้าระวังการประชุม OPEC+ ครั้งต่อไป ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น
Educational analysis, not financial advice. Trading involves risk.
ดูราคาทุกสินทรัพย์ในที่เดียว
ราคาทองคำ คริปโต ฟอเร็กซ์ และหุ้นสหรัฐแบบสด พร้อมฮีตแมป

