ข่าว
Indices

เทรด Trump เริ่มแผ่ว: หุ้นที่เคยชนะกลับกลายเป็นแพ้

Fortune July 29, 2026
เทรด Trump เริ่มแผ่ว: หุ้นที่เคยชนะกลับกลายเป็นแพ้

การเทรดตามนโยบายทรัมป์กำลังสูญเสียแรงผลักดันในตลาดหุ้น ขณะที่การหมุนเวียนภาคส่วนและความไม่แน่นอนของนโยบายกลับผลักดันให้หุ้นที่เคยได้ประโยชน์กลายเป็นผู้แพ้

Share
Market Impact VNIX confidence 70%

US 10Y yield spikes (>4.8%)

Typical directional bias by asset when this plays out — from the VNIX macro impact model. Educational, not financial advice.

USD (DXY) Bullish
Gold (XAU) BearishHigh impact
EUR/USD Bearish
Stocks (SPX) BearishHigh impact
US Bonds BearishHigh impact
BTC / Crypto Bearish
Oil (WTI) Neutral
Commodities Bearish

VNIX Quick Take

  • กลุ่มหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายทรัมป์ เช่น พลังงานและการเงิน กำลังปรับฐาน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและกลุ่ม defensives กลับมาเป็นที่สนใจ
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีและการค้าส่งผลให้นักลงทุนลดความเชื่อมั่นใน 'Trump trade'
  • ดัชนี S&P 500 แกว่งตัวผันผวน ขณะที่นักลงทุนรอความชัดเจนจากทำเนียบขาวและเฟด

Trump Trade ถึงจุดเปลี่ยน: หุ้นที่เคยร้อนแรงเริ่มเย็นลง

หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรงในช่วงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 โดยหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์ เช่น พลังงาน (Exxon Mobil, Chevron) การเงิน (JPMorgan, Goldman Sachs) และอุตสาหกรรม (Caterpillar) กลับเริ่มปรับฐานในระยะหลัง การหมุนเวียนของเงินทุน (sector rotation) กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยนักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นที่เคยเป็นดาวเด่นและหันไปซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มป้องกันความเสี่ยง (defensives) เช่น สาธารณูปโภคและสินค้าอุปโภคบริโภค

จากข้อมูลของ Bloomberg พบว่ากองทุน ETF ที่เน้นหุ้น 'Trump trade' เช่น iShares U.S. Oil & Gas Exploration & Production ETF (IEO) และ Financial Select Sector SPDR Fund (XLF) ปรับตัวลงมากกว่า 5% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ Invesco QQQ Trust (QQQ) ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีกลับปรับตัวขึ้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มกังวลว่านโยบายของทรัมป์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะในเรื่องภาษีการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปัจจัยที่ทำให้ 'Trump Trade' แผ่ว: ความไม่แน่นอนและนโยบายที่คลุมเครือ

นโยบายภาษีการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ 'Trump trade' สูญเสียแรงส่งคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีการค้า แม้ทรัมป์จะประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนและเม็กซิโก แต่ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อยกเว้นและระยะเวลา ทำให้ธุรกิจและนักลงทุนไม่สามารถวางแผนได้ นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามการค้ากับจีนยังเพิ่มความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนวัตถุดิบ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมที่เคยได้ประโยชน์จากนโยบาย 'America First' กลับเผชิญแรงกดดัน

การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด

อีกปัจจัยสำคัญคือท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัท โดยเฉพาะในกลุ่มการเงินที่ต้องพึ่งพาส่วนต่างดอกเบี้ย (net interest margin) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก การปรับลดดอกเบี้ยที่ล่าช้าทำให้หุ้นกลุ่มเหล่านี้ถูกกดดัน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีซึ่งมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งกลับได้รับความสนใจมากขึ้น

ระดับแนวรับ-แนวต้านสำคัญของ S&P 500 และกลุ่มหุ้นที่ต้องจับตา

ดัชนี S&P 500 กำลังทดสอบแนวรับสำคัญที่ 5,800 จุด ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน หากหลุดแนวนี้ลงมา อาจเปิดทางให้ปรับตัวลงต่อจนถึง 5,600 จุด ในทางกลับกัน แนวต้านแรกอยู่ที่ 6,000 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนักลงทุนควรจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Apple, Microsoft และ Nvidia ซึ่งจะช่วยกำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้น สำหรับกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจาก 'Trump trade' นักลงทุนสามารถติดตาม ราคาล่าสุดของหุ้นกลุ่มพลังงานและการเงิน ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

นอกจากนี้ การใช้ เครื่องมือทางเทคนิคเช่น RSI และ MACD จะช่วยให้นักลงทุนระบุจุดกลับตัวของหุ้นกลุ่มที่ปรับฐานหนักได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในหุ้นที่มีแนวโน้มขาลงแต่เริ่มมีสัญญาณ oversold

มุมมองสำหรับเทรดเดอร์: กลยุทธ์ในภาวะตลาดที่เปลี่ยนผ่าน

การสิ้นสุดของ 'Trump trade' ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะปรับตัวลงทั้งหมด แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธีมการลงทุนใหม่ นักลงทุนควรปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เน้นคุณภาพ (quality) และการเติบโต (growth) มากกว่าการเก็งกำไรจากนโยบาย โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ healthcare ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็ต้องระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายของทรัมป์ที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและภาษี

สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการเรียนรู้กลยุทธ์การปรับพอร์ตในช่วงตลาดเปลี่ยนผ่าน สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก คลาสเรียนของ VNIX ที่ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค นอกจากนี้ การเข้าร่วม ห้องสัญญาณเทรด จะช่วยให้คุณได้รับไอเดียและมุมมองจากเทรดเดอร์มืออาชีพที่กำลังรับมือกับสถานการณ์นี้

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ การประกาศนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่อาจเปลี่ยนแปลงตลาดอย่างรุนแรง รวมถึงการประชุมเฟดในเดือนหน้า หากเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้น อาจช่วยหนุนหุ้นกลุ่มที่ถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูงให้ฟื้นตัว ในทางกลับกัน หากเฟดยังคงแข็งกร้าว อาจทำให้การปรับฐานยืดเยื้อ นักลงทุนที่ต้องการเริ่มเทรดควร เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสม เพื่อให้มีเครื่องมือและสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการเทรดในสภาวะตลาดที่ท้าทาย

In VNIX's view

การอ่อนกำลังของ 'Trump trade' สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น แม้นโยบายของทรัมป์อาจสร้างแรงหนุนในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนในระยะสั้นทำให้ตลาดต้องปรับตัว การเทรดตามกระแส (momentum trading) อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น นักลงทุนควรเน้นการกระจายความเสี่ยงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

Educational analysis, not financial advice. Trading involves risk.

เทรดแม่นขึ้นด้วยอินดิเคเตอร์ VNIX

สัญญาณเข้า-ออก-ความเสี่ยงที่ชัดเจน ตรงบนกราฟ TradingView ของคุณ

ทดลองใช้ฟรี 7 วัน

คำถามที่พบบ่อย

'Trump trade' คืออะไร และทำไมถึงได้รับความนิยม?
'Trump trade' หมายถึงกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นซื้อหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ เช่น พลังงาน การเงิน และอุตสาหกรรม โดยได้รับความนิยมเพราะนโยบายลดภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุนกลุ่มเหล่านี้
ตอนนี้ควรขายหุ้นกลุ่ม 'Trump trade' ทิ้งทั้งหมดหรือไม่?
ไม่จำเป็น ควรประเมินปัจจัยพื้นฐานของแต่ละหุ้นและปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับพอร์ตได้ที่ คลาสเรียนของ VNIX
หุ้นกลุ่มไหนที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการสิ้นสุดของ 'Trump trade'?
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มป้องกันความเสี่ยง เช่น สาธารณูปโภคและสินค้าอุปโภคบริโภค มีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้นในภาวะที่นักลงทุนหันมาถือหุ้นคุณภาพสูง